CFP (Carbon Footprint of Product) คือการวัดก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของสินค้า 1 หน่วย
April 16, 2026

Key takeaway

 ค่า CFP (Carbon Footprint of Product) คือการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตของสินค้า 1 หน่วย ซึ่งกำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์สำคัญในยุค Net Zero และ ESG ค่า CFP ช่วยให้ธุรกิจเห็นจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูง ปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างที่คอนกรีตและซีเมนต์มีผลโดยตรงต่อ Carbon Footprint ของทั้งโครงการ

ในวันที่คำว่า Net Zero, ESG และ Low-carbon product กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก ธุรกิจไม่สามารถมองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงภาพลักษณ์ได้อีกต่อไป เพราะตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจทางการค้าโดยตรง

หลายองค์กรเริ่มต้องตอบคู่ค้า นักลงทุน หรือผู้พัฒนาโครงการ เกี่ยวกับข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของสินค้า หลายคนจึงเกิดคำถามตามมาว่า CFP (Carbon Footprint of Product) คืออะไร เกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร และค่า CFP คือตัวเลขรายงานเท่านั้น หรือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้จริง ?

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงบทบาทของ Carbon Footprint ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

 1. CFP (Carbon Footprint of Product) คืออะไร และเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร ?

CFP ย่อมาจาก Carbon Footprint of Product หมายถึงการวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวงจรชีวิตของสินค้า 1 หน่วย ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

กล่าวอีกมุมหนึ่ง CFP คือ Carbon ในระดับ “ผลิตภัณฑ์” ไม่ใช่ระดับองค์กร ตัวเลขนี้สะท้อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้าแต่ละชนิดอย่างละเอียด ทำให้สามารถเปรียบเทียบและปรับปรุงได้อย่างตรงจุด

หน่วยที่ใช้วัด CFP

หน่วยที่ใช้วัดมักแสดงเป็น กิโลกรัมหรือเมตริกตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือก็คือ kgCO₂e หรือ tCO₂e ต่อหน่วยสินค้า

โดย CO₂e (Carbon Dioxide Equivalent) คือการแปลงก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ ให้เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์

ความแตกต่างระหว่าง CFP และ CFO

สิ่งที่ควรเข้าใจเพิ่มเติมคือ ความแตกต่างระหว่าง CFP และ CFO โดย 

  • CFP (Carbon Footprint of Product) วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาของสินค้าแต่ละหน่วย 
  • CFO (Carbon Footprint of Organization) วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาของทั้งองค์กร 

ทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงกัน เพราะข้อมูลระดับผลิตภัณฑ์จะถูกรวมเป็นภาพรวมระดับองค์กรในที่สุด

 

 2. ค่า CFP คืออะไร และคำนวณจากอะไร ?

“ค่า CFP” หมายถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของสินค้า 1 หน่วย ซึ่งคำนวณจากข้อมูลกิจกรรมในแต่ละขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ 

หลักการคำนวณพื้นฐาน

หลักการพื้นฐานคือการนำข้อมูลกิจกรรม เช่น ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ ปริมาณเชื้อเพลิง ระยะทางขนส่ง หรือปริมาณวัตถุดิบ มาคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย (Emission Factor) ของกิจกรรมนั้น แล้วรวมผลลัพธ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน

สูตรโดยสรุปคือ

CFP = ผลรวมของ (ข้อมูลกิจกรรม × ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยคาร์บอน)

CFP = ∑ (Activity Data × Emission Factor)

 

ตัวแปรสำคัญในการคำนวณ

  • ข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) เช่น ปริมาณไฟฟ้า เชื้อเพลิง วัตถุดิบ ระยะทางขนส่ง
  • ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนของกิจกรรม (Emission Factor) 

 

มาตรฐานที่ใช้ในการประเมิน

เพื่อให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ การประเมินมักอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น ISO 14067 และแนวทางของ GHG Protocol ซึ่งกำหนดกรอบการประเมินตามแนวคิด Life Cycle Assessment (LCA)

การใช้มาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้ข้อมูลสามารถสื่อสารกับคู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลได้อย่างโปร่งใส

 

 3. ทำไมธุรกิจไทยต้องเริ่มวัด CFP ตั้งแต่วันนี้ ?

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การมีข้อมูล Carbon Footprint ของสินค้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 

ตลาดโลกเริ่มใช้ข้อมูลคาร์บอนเป็นเงื่อนไข

ตลาดส่งออกหลายแห่งเริ่มใช้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขการค้า มาตรการด้านคาร์บอน เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน

 

รองรับการรายงาน ESG และ Net Zero

นักลงทุนและสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG มากขึ้น ธุรกิจที่สามารถแสดงข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ย่อมได้รับความเชื่อมั่นมากกว่า

 

ลดต้นทุนจากจุดที่ปล่อยคาร์บอนสูง

การคำนวณค่า Carbon Footprint ทำให้ธุรกิจมองเห็นจุดที่ปล่อยสูงที่สุดในกระบวนการผลิต ซึ่งมักสอดคล้องกับจุดที่ใช้พลังงานหรือทรัพยากรมากที่สุด การปรับปรุงจุดเหล่านี้จึงช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้ด้วย

 

เปลี่ยนสินค้าเป็น Low-carbon product

สินค้าที่มีการพัฒนาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน สามารถสร้างความแตกต่างในตลาด และตอบโจทย์ความต้องการของโครงการที่เน้นความยั่งยืน

 

คอนกรีตและซีเมนต์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง ควรเลือกคอนกรีตผสมเสร็จที่มีค่า CFP ต่ำ  

 4. บทบาทของ CFP ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง

อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะคอนกรีตและซีเมนต์ เป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของโลก

Carbon Footprint ของอาคารหรือโครงการก่อสร้างไม่ได้เกิดจากการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัสดุต้นทาง หากวัสดุที่เลือกใช้มีค่าการปล่อยต่ำ ก็สามารถลดผลกระทบของทั้งโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในปัจจุบัน ผู้พัฒนาโครงการจำนวนมากเริ่มพิจารณาข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของวัสดุก่อสร้างมากขึ้น ดังนั้น การเลือกผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานโครงการในระยะยาว

 

 5. แนวทางเริ่มต้นสำหรับธุรกิจที่ต้องการบริหารค่า CFP

ธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นสามารถดำเนินการตามขั้นตอนพื้นฐานดังนี้

 

กำหนดขอบเขตผลิตภัณฑ์ที่จะประเมิน

เลือกให้ชัดว่าจะประเมินสินค้าใด และครอบคลุมช่วงใดของวงจรชีวิต เช่น เฉพาะขั้นตอนการผลิต หรือรวมถึงการใช้งานและการกำจัด เพื่อให้การเก็บข้อมูลมีทิศทางที่ชัดเจน

 

เก็บข้อมูลกิจกรรมในแต่ละช่วงวงจรชีวิต

รวบรวมข้อมูลจริง เช่น การใช้ไฟฟ้า เชื้อเพลิง วัตถุดิบ และการขนส่ง ในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ผลการคำนวณสะท้อนการดำเนินงานจริงขององค์กร

 

ใช้ Emission Factor จากฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

เลือกใช้ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยจากแหล่งข้อมูลที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ค่า CFP มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้อ้างอิงทางธุรกิจได้

 

คำนวณตามแนวคิด Life Cycle Assessment

นำข้อมูลทั้งหมดมาคำนวณตามแนวคิด LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อดูภาพรวมการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิต และระบุจุดที่ควรปรับปรุง

 

เริ่มจากสินค้าหลักก่อน แล้วขยายไปยังสินค้าอื่น

เริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบสูงหรือมียอดขายมากที่สุด ก่อนจะค่อยขยายการประเมินไปยังสินค้าอื่นอย่างเป็นระบบ

 

การเริ่มต้นอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้การบริหารจัดการ Carbon Footprint เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่เพียงแค่การปรับเพราะตื่นตัวในระยะสั้น

CFP ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการแข่งขันทางธุรกิจ การเข้าใจว่าค่า CFP คือ ค่าการปล่อย Carbon ในระดับสินค้า จะช่วยให้ธุรกิจวางแผนรับมือกับตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นทุกปี

ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเลือกวัสดุที่มีค่า CFP ต่ำตั้งแต่ต้นทาง คือหนึ่งในวิธีสำคัญในการลด Carbon Footprint ของทั้งโครงการ หากคุณกำลังมองหาผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จที่พัฒนาผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงการลดการปลดปล่อยคาร์บอนและแนวทาง Low-carbon construction ติดต่อ ORC Premier ได้เลย

สอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางเหล่านี้

Tel: 061-558-5558

LINE OA: @ORCCONCRETE

Facebook: ORC คอนกรีต

ข้อมูลอ้างอิง

  • การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon footprint of product: CFP). สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://th.gb-planet.com/knowledge/2025061602.html 
  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (CFO): จุดเริ่มต้นธุรกิจไทย เตรียมรับมือ EU CBAM และ CSRD. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://setsustainability.com/libraries/1451/item/-cfo-eu-cbam-csrd 

คำถามที่มักพบบ่อยเกี่ยวกับค่า CFP (Carbon Footprint of Product) (FAQs)

แม้ปัจจุบันอาจยังไม่ได้บังคับในทุกกรณีตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ หลายตลาดและคู่ค้าระดับสากลเริ่มใช้ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของสินค้าเป็นเกณฑ์พิจารณาแล้ว ดังนั้นการมีข้อมูล CFP จะช่วยเพิ่มความพร้อมและความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

แนวทางหลักในการลดค่า CFP คือการปรับปรุงการปล่อยคาร์บอนในทุก ๆ ช่วงของวงจรชีวิตสินค้า เช่น การเลือกวัตถุดิบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนแหล่งพลังงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่ง การลดในจุดที่ปล่อยสูงที่สุดจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุด

มีผลโดยตรง เพราะวัสดุหลักอย่างคอนกรีตและซีเมนต์เป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสำคัญในช่วงเริ่มต้นของโครงการ หากเลือกวัสดุที่มีการพัฒนาลดการปล่อยคาร์บอน ก็สามารถช่วยลด Carbon Footprint ของทั้งอาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ