- By orcconcrete
- Article
- 0 Comment
การบ่มคอนกรีตคืออะไร ? ต้องบ่มกี่วันเพื่อคอนกรีตที่แข็งแรง
Key takeaway
การบ่มคอนกรีต เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้คอนกรีตพัฒนาความแข็งแรงได้เต็มประสิทธิภาพ โดยทั่วไปควรบ่มอย่างน้อย 7 วัน และต่อเนื่องได้ถึง 28 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทงานและสภาพแวดล้อม หากบ่มไม่ถูกต้องอาจทำให้คอนกรีตร้าว แข็งแรงไม่เต็มที่ และส่งผลต่ออายุการใช้งานในระยะยาว
ปัญหาคอนกรีตร้าว ผิวแตกลายงา หรือพื้นไม่แข็งแรงอย่างที่ควร เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในงานก่อสร้าง ทั้งบ้านพักอาศัยและโครงสร้างขนาดใหญ่ ทั้งที่มีการใช้คอนกรีตได้มาตรฐานแล้ว แต่กลับเกิดปัญหาตามมาในระยะเวลาไม่นาน สาเหตุสำคัญมักไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คุณภาพคอนกรีตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ขั้นตอนหลังการเทอย่าง “การบ่มคอนกรีต” ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามไป บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่าการบ่มคอนกรีตคืออะไร และควรบ่มคอนกรีตกี่วัน จึงจะช่วยให้คอนกรีตแข็งแรง ใช้งานได้นานขึ้น และลดความเสี่ยงจากการแตกร้าวในอนาคต
การบ่มคอนกรีตคืออะไร ?
การบ่มคอนกรีต คือกระบวนการดูแลคอนกรีตหลังจากการเทคอนกรีตโดยการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีภายในคอนกรีตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแรงและความทนทานของโครงสร้าง
ในทางปฏิบัติ การบ่มคอนกรีตจะช่วยให้ปูนซีเมนต์ทำปฏิกิริยากับน้ำได้ต่อเนื่องและเกิดการพัฒนากำลังอัดอย่างเต็มที่ เพราะหากคอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไปจะทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรงเท่าที่ควร
ทำไมการบ่มคอนกรีตจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ?
การบ่มคอนกรีตมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของงานก่อสร้าง หากละเลยหรือทำไม่ถูกต้อง อาจเกิดปัญหาตามมา เช่น
- คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป ทำให้เกิดรอยแตกร้าวบนผิว
- ความแข็งแรงต่ำกว่าที่ออกแบบไว้
- อายุการใช้งานสั้นลง
ในหน้างานจริง เช่น พื้นบ้านหรือพื้นโรงงาน มักพบปัญหาผิวแตกลายงา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการบ่มไม่เพียงพอ แม้จะใช้คอนกรีตคุณภาพดีจากผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จแล้วก็ตาม ยังไม่สามารถชดเชยการบ่มที่ไม่ถูกต้องได้
บ่มคอนกรีตกี่วันถึงจะเหมาะสมกับการใช้งาน ?
หากถามว่าบ่มคอนกรีตกี่วันจึงเพียงพอ ? เราสามารถอธิบายได้ดังนี้
- 1-3 วันแรก เป็นช่วงสำคัญที่สุด คอนกรีตเริ่มพัฒนากำลังอัด
- 7 วัน คอนกรีตจะมีความแข็งแรงประมาณ 70%
- 28 วัน ได้ความแข็งแรงมากกว่า 100% หรือ ใกล้เคียงค่ามาตรฐานสูงสุด
อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเข้าใจผิดว่าคอนกรีตแห้งแล้วสามารถใช้งานได้ทันที แต่ในความเป็นจริง “แห้ง” ไม่ได้หมายถึง “แข็งแรงเต็มที่” ดังนั้นการบ่มจึงควรทำต่อเนื่องตามระยะเวลาที่เหมาะสม
ระยะเวลาการบ่มคอนกรีตกับประเภทงานก่อสร้าง
ระยะเวลาการบ่มคอนกรีตจะแตกต่างกันไปตามลักษณะงาน เช่น
- งานพื้นบ้าน ทางเดิน : บ่มอย่างน้อย 5-7 วัน
- งานโครงสร้าง เช่น เสา คาน พื้น : ควรบ่ม 7-14 วันขึ้นไป
- งานกลางแจ้ง เช่น ถนน ลานจอดรถ : ต้องบ่มนานและต่อเนื่องมากขึ้น ควรมากกว่า 14 วัน
การเลือกวิธีและระยะเวลาบ่มที่เหมาะสมจะช่วยให้คอนกรีตมีความแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้การบ่มคอนกรีตแต่ละงานใช้เวลาไม่เท่ากัน
การบ่มคอนกรีตไม่ได้มีระยะเวลาตายตัว เพราะในแต่ละหน้างานมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป หากเข้าใจถึงปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถปรับวิธีและระยะเวลาบ่มให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงคอนกรีตแตกร้าวได้มากขึ้น
สภาพอากาศและอุณหภูมิ
อากาศที่ร้อนจัดหรือมีลมแรง จะช่วยเร่งให้คอนกรีตมีการสูญเสียน้ำเร็วขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มความถี่ในการบ่ม เช่น รดน้ำบ่อยขึ้นหรือปิดคลุมผิวตลอดเวลา ในทางกลับกัน หากอากาศเย็นหรือชื้น คอนกรีตจะสูญเสียน้ำช้ากว่า แต่กระบวนการก่อตัวก็จะช้าลงเช่นกัน จึงยังคงต้องบ่มต่อเนื่องเพื่อให้กำลังอัดพัฒนาเต็มที่
ประเภทคอนกรีตและส่วนผสม
คอนกรีตแต่ละสูตรมีพฤติกรรมไม่เหมือนกัน เช่น คอนกรีตกำลังอัดสูง หรือคอนกรีตที่มีสารผสมเพิ่ม (Admixture) บางชนิด อาจต้องการระยะเวลาบ่มที่นานกว่าปกติ เพื่อให้โครงสร้างภายในพัฒนาได้สมบูรณ์ครบถ้วน การเลือกใช้คอนกรีตจากผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้ควบคุมคุณภาพคอนกรีตได้ดีขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
ความหนาและขนาดของโครงสร้าง
โครงสร้างที่มีความหนา เช่น ฐานรากหรือพื้นหนา จะสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีกว่า ทำให้คอนกรีตเกิดการสูญเสียน้ำช้ากว่าพื้นบาง ๆ อย่างพื้นทางเดินหรือพื้นลาน ดังนั้นงานบางประเภทจึงต้องระวังการแห้งเร็วเป็นพิเศษ
สภาพแวดล้อมหน้างาน
งานกลางแจ้งที่คอนกรีตโดนแดดและลมโดยตรง มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำสูงกว่างานในร่ม หรือในพื้นที่ควบคุม เช่น โรงงานหรือโกดัง ส่งผลให้ต้องเพิ่มมาตรการบ่ม เช่น การปิดคลุมผิวหรือใช้สารบ่มร่วมด้วย
วิธีบ่มคอนกรีตที่นิยมใช้ และข้อควรระวัง
การเลือกวิธีบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม จะช่วยให้คอนกรีตพัฒนาความแข็งแรงได้เต็มที่ โดยวิธีที่นิยมมีดังนี้
การบ่มด้วยน้ำ (Water Curing)
การบ่มด้วยน้ำ เป็นวิธีพื้นฐานและนิยมใช้กันมากที่สุด เช่น การรดน้ำเป็นระยะๆ หรือการขังน้ำบนผิวคอนกรีต วิธีนี้เหมาะกับงานพื้นทั่วไป เพราะช่วยรักษาความชื้นได้ดีและต้นทุนไม่สูง
ข้อควรระวัง : ต้องรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ หากปล่อยให้แห้งแล้วค่อยรดใหม่ อาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวจากการหดตัว
การปิดคลุมผิวคอนกรีต (Covering Method)
การปิดคลุมผิวคอนกรีตจะใช้วัสดุ เช่น ผ้าเปียก กระสอบเปียก หรือแผ่นพลาสติกที่ไม่ขาดง่าย คลุมผิวคอนกรีตเพื่อลดการระเหยของน้ำ ไปสู่บรรยากาศเร็วเกินไป เหมาะกับงานที่ต้องการควบคุมความชื้นต่อเนื่อง หรือพื้นที่ที่ไม่สะดวกในการรดน้ำบ่อย
ข้อควรระวัง : วัสดุคลุมต้องชุ่มน้ำอยู่เสมอ หากแห้งจะไม่สามารถรักษาความชื้นได้
การใช้สารบ่มคอนกรีต (Curing Compound)
การใช้สารบ่มคอนกรีตเป็นการใช้สารเคมีพ่นลงบนผิวคอนกรีต เพื่อสร้างชั้นฟิล์มบางๆ ป้องกันการระเหยของน้ำ เหมาะกับงานขนาดใหญ่ เช่น เสา ถนน หรือลานจอดรถ เป็นต้น หรือ ที่ๆ ไม่สะดวกใช้น้ำ
ข้อควรระวัง : ต้องเลือกสารบ่มที่ได้มาตรฐาน และใช้งานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
หากไม่บ่มคอนกรีตหรือบ่มไม่ถูกวิธีจะเกิดอะไรขึ้น ?
การละเลยการบ่มคอนกรีต หรือบ่มไม่ถูกวิธี อาจส่งผลเสียต่อโครงสร้างมากกว่าที่คิด และมักจะแก้ไขได้ยากขึ้นในภายหลัง
- เกิดรอยแตกร้าวตั้งแต่ระยะแรก : เมื่อคอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป จะเกิดการหดตัวของผิว ทำให้เกิดรอยแตกร้าว เช่น รอยแตกลายงา รอยแตกร้าวแบบ Plastic Shrinkage ซึ่งอาจลุกลามในระยะยาว
- ความแข็งแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ : คอนกรีตที่ไม่ได้รับการบ่มอย่างเหมาะสม จะพัฒนากำลังอัดได้ไม่เต็มที่ อาจจะส่งผลให้โครงสร้างรับน้ำหนักได้น้อยกว่าที่ออกแบบไว้
- อายุการใช้งานสั้นลง : แม้ในช่วงแรกอาจยังใช้งานได้ แต่ในระยะยาว โครงสร้างจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เช่น ผิวหลุดร่อน หรือเกิดรอยร้าวลึก
- ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเพิ่มขึ้น : ปัญหาที่เกิดจากการไม่บ่มหรือบ่มไม่ถูกวิธีมักต้องแก้ไขด้วยการซ่อมแซม หรือในบางกรณีอาจต้องรื้อและทำใหม่ ซึ่งทำให้มีต้นทุนสูงกว่าการบ่มให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
ดังนั้น การบ่มคอนกรีตจึงไม่ใช่แค่ขั้นตอนเสริม แต่เป็น “หัวใจของคุณภาพงานก่อสร้าง” ที่ไม่ควรมองข้าม
การบ่มคอนกรีต เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโครงสร้างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยหรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ การเข้าใจว่าควรบ่มคอนกรีตกี่วัน และเลือกใช้วิธีบ่มให้เหมาะกับประเภทงาน จะช่วยลดปัญหาคอนกรีตแตกร้าว และประหยัดค่าใช้จ่ายซ่อมแซมในระยะยาว หากคุณกำลังวางแผนงานก่อสร้างหรือเลือกใช้คอนกรีตผสมเสร็จ การให้ความสำคัญกับขั้นตอนการบ่มตั้งแต่ต้น คือกุญแจสำคัญของงานที่แข็งแรงและได้คุณภาพจริง
ORC Premier ผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จที่ผ่านการควบคุมคุณภาพและทดสอบตามมาตรฐาน และได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน วิศวกรมั่นใจ ผู้รับเหมาเชื่อถือ ยินดีพร้อมให้คำปรึกษาฟรีสำหรับงานก่อสร้างทุกประเภท สอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
Tel: 061-558-5558
LINE OA: @ORCCONCRETE
Facebook: ORC คอนกรีต
ข้อมูลอ้างอิง
- Curing concrete. สืบค้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 จาก https://www.concrete.org.uk/fingertips/curing-concrete/
- Concrete Curing Guide. สืบค้นเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 จาก https://www.chemmasters.net/pdfs/ConcreteCuringGuide.pdf
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบ่มคอนกรีต (FAQs)
A : สามารถทำได้ในบางกรณี เช่น งานขนาดเล็กหรือใช้คอนกรีตพิเศษ แต่มีความเสี่ยงที่ความแข็งแรงจะไม่เต็มที่ และอาจเกิดการแตกร้าวในระยะยาว
A : ฝนสามารถช่วยเพิ่มความชื้นได้บางส่วน แต่ไม่สม่ำเสมอและควบคุมไม่ได้ จึงไม่ถือว่าเป็นการบ่มที่เหมาะสม
A : จำเป็น เพราะคอนกรีตยังคงพัฒนาความแข็งแรงต่อเนื่อง แม้ผิวจะแห้งแล้วก็ตาม
A : แก้ไขได้ยาก เนื่องจากโครงสร้างภายในได้รับผลกระทบไปแล้ว อาจต้องซ่อมแซมหรือเสริมความแข็งแรงเพิ่มเติม