- By orcconcrete
- Article
- 0 Comment
ตอม่อกับฟุตติ้งต่างกันอย่างไร ? ขั้นตอนการเทฐานรากให้แข็งแรง
Key Takeaway
ฟุตติ้งและตอม่อ คือองค์ประกอบสำคัญของระบบฐานราก แม้จะทำหน้าที่แตกต่างกันแต่ทำงานร่วมกันเพื่อรองรับน้ำหนักของอาคารอย่างปลอดภัย ดังนั้น การเลือกประเภทฐานรากให้เหมาะกับสภาพชั้นดิน พร้อมดำเนินการเทฟุตติ้งตามหลักมาตรฐานทางวิศวกรรมและใช้คอนกรีตคุณภาพที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาการทรุดตัว แตกร้าว และยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างให้มีความมั่นคงแข็งแรง
Table of Content
- ฟุตติ้ง คืออะไร ในงานโครงสร้างอาคาร ?
- ความแตกต่างระหว่างตอม่อกับฟุตติ้งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด
- ประเภทของฟุตติ้งที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างบ้าน
- 3 ขั้นตอนสำคัญในการเทฟุตติ้งให้แข็งแรงและถูกต้องตามมาตรฐานทางวิศวกรรม
- รากฐานที่มั่นคง เริ่มต้นที่คอนกรีตคุณภาพ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทฟุตติ้ง (FAQs)
โครงสร้างบ้านที่ดูแข็งแรงและมั่นคงจากภายนอก อาจไม่สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย 100% หากระบบฐานรากที่อยู่ใต้ดินไม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างอย่างถูกต้อง หลายกรณีที่พบปัญหาบ้านทรุด ผนังแตกร้าว หรือโครงสร้างเอียง ล้วนมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของฐานราก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญในการรับและถ่ายเทน้ำหนักทั้งหมดของอาคารลงสู่ชั้นดิน
ในงานก่อสร้างระบบฐานราก คำว่า “ฟุตติ้ง” คือหนึ่งในศัพท์ที่มักกล่าวถึงคู่กับ “ตอม่อ” จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นโครงสร้างเดียวกัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองโครงสร้างนี้ มีหน้าที่แตกต่างกันและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือการก่อสร้างไม่เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของระบบฐานรากในระยะยาว
ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของฟุตติ้งกับตอม่อ รวมถึงกระบวนการเทฟุตติ้งอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การก่อสร้างฐานรากดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แข็งแรง และได้มาตรฐาน
ฟุตติ้ง คืออะไร ในงานโครงสร้างอาคาร ?
ฟุตติ้ง (Footing) หรือฐานราก คือฐานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีความหนาและแข็งแรงเป็นพิเศษ โดยโครงสร้างส่วนนี้จะฝังอยู่ใต้ดิน ทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดที่ส่งลงมาจากเสาอาคาร จากนั้นจะกระจายแรงเหล่านั้นออกไปเป็นวงกว้างลงสู่ชั้นดินแข็งหรือหัวเสาเข็ม เพื่อลดแรงที่มากระทำเฉพาะจุด (Concentrated Load) และป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement) ซึ่งการทรุดตัวไม่เท่ากันนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผนังบ้านร้าว โครงสร้างบิดเบี้ยว และรุนแรงที่สุดคืออาคารถล่มลงมาได้
ความแตกต่างระหว่างตอม่อกับฟุตติ้งที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด
เมื่อพูดถึงโครงสร้างใต้ดิน หลายคนมักจะเรียกควบกันไปว่า “ฐานรากตอม่อ” จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นชิ้นส่วนเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะเป็นโครงสร้างที่อยู่ติดกันในชั้นใต้ดินและเป็นส่วนหนึ่งของระบบฐานรากเหมือนกัน แต่ทั้งสองส่วนมีรูปลักษณ์และหน้าที่ทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่าตอม่อกับฟุตติ้ง ต่างกันอย่างไร ? เราจะมาเปรียบเทียบให้เห็นชัด ๆ ตามตารางด้านล่าง ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ฟุตติ้ง (Footing) | ตอม่อ (Pier/ Stub Column) |
|---|---|---|
| ลักษณะโครงสร้าง | เป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปทรงสี่เหลี่ยม แผ่นหนาในแนวราบ | เป็นเสาสั้นหนาในแนวตั้ง ที่หล่อต่อเนื่องขึ้นมาจากตัวฟุตติ้ง |
| ตำแหน่งที่อยู่ | อยู่ชั้นล่างสุดของโครงสร้าง สัมผัสกับดินแข็งหรือตั้งบนหัวเสาเข็มโดยตรง | อยู่เหนือถัดขึ้นมาจากฟุตติ้ง เชื่อมต่อระหว่างฟุตติ้งกับคานคอดิน |
| หน้าที่หลัก | กระจายน้ำหนัก จากเสาด้านบนให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง เพื่อส่งต่อลงสู่เสาเข็มหรือชั้นดินอย่างมั่นคง | เป็นตัวกลางถ่ายเทน้ำหนัก จากคานคอดินและเสาชั้นบนก่อนถ่ายลงสู่ฟุตติ้ง |
| ประโยชน์เพิ่มเติม | ลดแรงกระทำความดันเฉพาะจุด ป้องกันไม่ให้อาคารเกิดการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน | ช่วยยกโครงสร้างบ้านให้พ้นจากระดับความชื้นใต้ดิน และช่วยปรับระดับความสูงของพื้นบ้านชั้นล่าง |
สรุปง่าย ๆ ฟุตติ้งก็คือ ฐานแนวราบที่อยู่ล่างสุด ส่วนตอม่อคือเสาแนวตั้งที่ตั้งอยู่บนฟุตติ้ง ทั้งสองส่วนนี้ต้องหล่อขึ้นมาให้เชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียว เพื่อให้การส่งผ่านน้ำหนักจากบนบ้านลงสู่ใต้ดินเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ
ประเภทของฟุตติ้งที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างบ้าน
การเลือกใช้ประเภทของฟุตติ้งจะขึ้นอยู่กับสภาพดินจากการทดสอบชั้นดิน (Soil Test) และน้ำหนักรวมของอาคารเป็นหลัก โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ
ฐานรากแผ่ (Shallow/ Isolated Footing)
ฐานรากที่วางอยู่บนชั้นดินแข็งโดยตรงโดยไม่มีเสาเข็มรองรับ ฐานรากประเภทนี้จะออกแบบให้มีขนาดพื้นที่หน้าตัดค่อนข้างกว้าง เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักลงสู่ดินได้ดี เหมาะกับพื้นที่ที่มีชั้นดินแข็งในระดับตื้น เช่น บริเวณเชิงเขา หรือพื้นที่ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ที่มีชั้นดินที่แข็งพอที่จะรับน้ำหนักบ้านได้โดยไม่ทรุด
ฐานรากมีเสาเข็ม (Deep/ Pile Cap Footing)
ฐานรากที่หล่อครอบอยู่บนหัวเสาเข็ม ซึ่งในภาษาช่างมักเรียกติดปากว่า “ฐานรากเสาเข็มเดี่ยว” หรือ “ฐานรากเสาเข็มกลุ่ม” ทำหน้าที่รวมน้ำหนักทั้งหมดที่ส่งลงมาจากเสาตอม่อ แล้วถ่ายลงสู่เสาเข็ม เพื่อให้เสาเข็มส่งแรงต่อไปยังชั้นดินลึก ฐานรากประเภทนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในพื้นที่ที่มีสภาพชั้นดินอ่อน มีการทรุดตัวง่าย เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

3 ขั้นตอนสำคัญในการเทฟุตติ้งให้แข็งแรงและถูกต้องตามมาตรฐานทางวิศวกรรม
เนื่องจากฟุตติ้งคือโครงสร้างที่อยู่ใต้ดิน เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะถูกถมดินกลบจนมองไม่เห็น ดังนั้น การเทฟุตติ้งคือหนึ่งในขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบสูงสุด การเทฟุตติ้งให้ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระยะยาว มี 3 ขั้นตอนสำคัญที่เจ้าของบ้านและผู้รับเหมางานก่อสร้างต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเข้มงวด ได้แก่
1. การขุดดินและเทลีน (Lean Concrete)
หลังจากขุดดินจนได้ระดับความลึกตามที่วิศวกรกำหนดแล้ว ก่อนที่จะวางเหล็กเสริม สิ่งที่ห้ามมองข้ามคือการเทคอนกรีตหยาบหรือที่เรียกว่า เทลีน ความหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร การเทลีนมีประโยชน์เพื่อปรับผิวหน้าดินให้เรียบ สะอาด และใช้เป็นชั้นรองพื้นสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมของฐานรากสัมผัสกับดินหรือโคลนโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดความชื้นและสิ่งสกปรกปนเปื้อนในคอนกรีตได้
2. การผูกเหล็กและหนุนลูกปูน
ขั้นตอนต่อมาคือการจัดวางโครงเหล็กเสริมตามแบบวิศวกรรมอย่างแม่นยำ และสิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือต้องมีการหนุนด้วยลูกปูน (Concrete Spacer) ไว้ที่ใต้ฐานและด้านข้างของโครงเหล็ก โดยการหนุนลูกปูนจะสร้างระยะหุ้ม (Concrete Coverting) ของคอนกรีตรอบเหล็กเสริมให้ไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นจากดินซึมเข้าไปถึงเนื้อเหล็กจนเกิดเป็นสนิม เพราะหากเหล็กเป็นสนิมจะเกิดการขยายตัวจนทำให้เนื้อคอนกรีตระเบิดแตกออกจากภายใน ซึ่งจะทำให้ฐานรากสูญเสียความแข็งแรงในที่สุด
3. การเทคอนกรีตผสมเสร็จและการจี้ปูน
เมื่อตรวจสอบเหล็กเสริมและแบบหล่อเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเทคอนกรีต โดยต้องเลือกใช้คอนกรีตโครงสร้างที่มีกำลังอัดเหมาะสมตรงตามที่วิศวกรกำหนด และในระหว่างการเทคอนกรีต ช่างต้องทำการจี้ปูน ด้วยเครื่องเขย่าคอนกรีตอย่างทั่วถึงและถูกวิธี การจี้ปูนจะช่วยไล่ฟองอากาศ ช่วยให้เนื้อคอนกรีตไหลเข้าตะแกรงเหล็กได้อย่างแนบแน่น และป้องกันการเกิดโพรงหรือรวงผึ้งในเนื้อคอนกรีต ซึ่งหากเกิดโพรงขึ้น จะทำให้ฐานรากสูญเสียกำลังในการรับน้ำหนักไปอย่างน่าเสียดาย
รากฐานที่มั่นคง เริ่มต้นที่คอนกรีตคุณภาพ
เพราะระบบฐานรากคือส่วนที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างอาคาร เมื่อเทคอนกรีตกลบไปแล้ว การกลับมาแก้ไขในภายหลังจะมีความยุ่งยากและเกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาลตามมา ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุที่มีมาตรฐานต่องานที่อยู่ใต้ดินจึงเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถประนีประนอม หรือมองข้ามไปได้
ORC Premier ในฐานะผู้นำจัดส่งคอนกรีตผสมเสร็จเราเข้าใจดีว่างานเทฟุตติ้งและตอม่อต้องการคอนกรีตโครงสร้างที่มีค่ายุบตัวและกำลังอัดที่แม่นยำ ตรงตามสูตรคำนวณของวิศวกรอย่างไม่คลาดเคลื่อน เราพร้อมส่งมอบคอนกรีตผสมเสร็จคุณภาพสูงที่ผ่านการควบคุมการผลิตด้วยเทคโนโลยีสากล ส่งตรงถึงหน้างานของคุณด้วยระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว เพื่อให้เนื้อปูนสดใหม่และทำงานได้ง่าย ได้ฐานรากที่แน่น แข็งแกร่ง และปลอดภัยไร้กังวลตลอดอายุการใช้งานของอาคาร
สร้างรากฐานบ้านที่มั่นคงและยั่งยืน เลือกใช้บริการคอนกรีตโครงสร้างจากผู้ผลิตและจัดส่งคอนกรีตผสมเสร็จ ที่ไว้วางใจได้ที่ ORC Premier สามารถติดต่อทีมงานเพื่อขอคำแนะนำและเลือกผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่เหมาะสมกับความต้องการของโครงการได้อย่างมั่นใจ
สอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
Tel: 061-558-5558
LINE OA: @ORCCONCRETE
Facebook: ORC คอนกรีต
ข้อมูลอ้างอิง
- What is a Footing in Construction. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 https://cbsmn.com/what-is-a-footing-in-construction/
- Top 5 Types of Footing Used in Building Construction. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 https://theconstructor.org/construction/top-5-types-of-footings-used-in-building-construction/572256/#goog_rewarded
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเทพื้นคอนกรีตให้แข็งแรง (FAQs)
A: ตามมาตรฐานวิศวกรรมทั่วไป หลังจากเทฟุตติ้งเสร็จแล้ว คอนกรีตจะเริ่มเซตตัวและแข็งแรงพอที่จะแกะแบบหล่อด้านข้างได้หลังจากเทไปแล้วประมาณ 24-48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและประเภทของคอนกรีต หลังจากแกะแบบแล้ว ช่างจะทำการบ่มคอนกรีตและสามารถเริ่มผูกเหล็ก ตั้งแบบเพื่อเทตอม่อในขั้นตอนต่อไปได้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรรีบนำน้ำหนักมหาศาลมากดทับจนกว่าคอนกรีตจะบ่มได้อายุตามกำหนด
A: ผลเสียของการไม่เทลีนก่อนเทฟุตติ้ง คือเหล็กเสริมของฟุตติ้งจะวางจมอยู่กับดินโคลนโดยตรง ทำให้เหล็กสัมผัสความชื้นจากใต้ดินและเกิดสนิมได้ง่ายมาก นอกจากนี้ น้ำปูนจากคอนกรีตที่เทลงไปจะไหลซึมลงสู่ดินด้านล่าง ทำให้คอนกรีตเสียอัตราส่วนผสม ส่งผลให้ฟุตติ้งมีกำลังอัดต่ำ เป็นโพรง และไม่แข็งแรงเท่าที่ออกแบบไว้
A: สาเหตุของรอยแตกร้าวขนาดเล็กบางประเภท เกิดจากการหดตัวของคอนกรีตระหว่างการแห้งตัว แต่หากพบรอยร้าวขนาดใหญ่ รอยร้าวลึก หรือรอยร้าวที่ขยายตัวต่อเนื่อง ควรให้วิศวกรโครงสร้างตรวจสอบทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาฐานรากหรือการทรุดตัวของดิน
A: สำหรับงานฐานรากที่ต้องการความแข็งแรงและความแม่นยำด้านวิศวกรรม แนะนำให้ใช้คอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากสามารถควบคุมสัดส่วนการผสม กำลังอัด และคุณภาพของคอนกรีตได้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการผสมคอนกรีตเองที่หน้างาน