- By orcconcrete
- Article
- 0 Comment
คอนกรีต 240 ksc คืออะไร: ตารางเทียบกำลังอัดคอนกรีต-การใช้งาน
การเลือกใช้คอนกรีตให้เหมาะสมกับการใช้งานของงานก่อสร้างแต่ละประเภท ขอเริ่มต้นที่การเข้าใจค่ากำลังอัดประลัย ความรู้เรื่องคอนกรีต 240 ksc คืออะไร และความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการทดสอบกำลังอัดแบบ Cube กับ Cylinder จะช่วยให้คุณเลือกใช้คอนกรีตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับโครงการ
ความเข้าใจเรื่องกำลังอัดคอนกรีต 240 ksc
กำลังอัดประลัย คืออะไร ?
กำลังอัดประลัย (Compressive Strength) คือ ความสามารถสูงสุดของวัสดุในการรับแรงกดทับหรือแรงอัดก่อนที่จะเกิดการแตกหัก
ในงานคอนกรีต กำลังอัดประลัยเป็นค่าที่วัดความแข็งแรงของคอนกรีตในการต้านทานแรงกดจากด้านบน ซึ่งในประเทศไทยนิยมใช้หน่วยวัดกำลังอัดประลัยเป็น ksc หรือ kg/cm² (กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร) นอกจากนั้นยังมีหน่วยที่ใช้วัดกำลังอัดประลัยอื่น ๆ เช่น MPa (เมกะปาสคาล), และ psi (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ด้วย
คอนกรีต 240 ksc คืออะไร และหมายถึงอะไร ?
คอนกรีต 240 ksc หมายถึง คอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดได้ 240 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร คอนกรีตระดับกำลังอัดนี้เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไป เช่น บ้านพักอาศัย 2-3 ชั้น ฐานราก หรืองานก่อสร้างขนาดกลางที่ต้องการความแข็งแรงในระดับมาตรฐานทั่วไปไม่สูงมากนัก
ข้อควรจำไว้คือ ยิ่งตัวเลขกำลังอัดสูง แสดงว่าคอนกรีตมีความแข็งแรงในการรับแรงอัดมากขึ้น ซึ่งจะเหมาะสำหรับงานที่ต้องรับน้ำหนักหรือแรงกดทับมากกว่า เช่น อาคารสูงหรืองานโครงสร้างพิเศษ
ความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการทดสอบกำลังอัด Cube และ Cylinder
หลายคนมักสงสัยว่า คอนกรีต Cube กับ Cylinder ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างนี้เกิดจากมาตรฐานการทดสอบกำลังอัดที่แตกต่างกันในประเทศต่าง ๆ โดยการทดสอบกำลังอัดคอนกรีตทั่วโลกนิยมใช้ก้อนคอนกรีตทดสอบ 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- มาตรฐาน Cube : มาตรฐานการทดสอบด้วยก้อนคอนกรีตทดสอบรูปทรงลูกบาศก์ (Cube Test) ขนาด 15x15x15 เซนติเมตร เป็นมาตรฐานแบบ BS (British Standard) ที่นิยมใช้กันหลายประเทศในเครือจักรภพ เช่น อังกฤษ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และสิงคโปร์
- มาตรฐาน Cylinder : มาตรฐานการทดสอบด้วยทดสอบก้อนคอนกรีตรูปทรงกระบอก (Cylinder Test) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร เป็นแบบมาตรฐาน ASTM (American Society for Testing and Materials) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาและวงการวิศวกรรมสากล
ส่วนในประเทศไทยเพื่อให้การทดสอบกำลังอัดมีความแม่นยำ จึงนิยมใช้ทั้งสองมาตรฐาน Cube และ Cylinder โดยขึ้นอยู่กับแบบแปลนและข้อกำหนดของโครงการเป็นหลัก (งานราชการส่วนใหญ่มักระบุเป็น Cube) ซึ่งผู้ออกแบบจะเป็นผู้กำหนดตามมาตรฐานที่เลือกใช้เพื่อการคำนวณโครงสร้างที่เหมาะสมที่สุด
ทั้งนี้ ค่ากำลังอัดประลัยจากการทดสอบ Cube Test จะสูงกว่า Cylinder Test ประมาณ 15-20% เนื่องจากรูปร่างและขนาดของก้อนคอนกรีตทดสอบที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การกระจายตัวของแรงอัดและรูปแบบการแตกหักมีความแตกต่างกัน ดังนั้นหากถามว่า คอนกรีต 240 ksc Cylinder เท่ากับกี่ Cube คำตอบก็คือประมาณ 275-290 ksc Cube ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้คุณไม่เกิดความสับสนเมื่อต้องเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ
ตารางเทียบกำลังอัดคอนกรีตและการเลือกใช้
การแปลงค่า Cylinder เป็น Cube
ตารางเทียบกำลังอัดคอนกรีต เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คุณลดเวลาในการคำนวณหรือคิดค่ากำลังอัดคอนกรีต เข้าใจการแปลงค่าระหว่างมาตรฐานทั้งสอง และยังสามารถเลือกใช้คอนกรีตให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท
| กำลังอัด Cylinder | กำลังอัด Cube | ประเภทงานที่เหมาะสม |
| 180 ksc | 210 ksc | งานพื้นทั่วไป, ทางเดิน |
| 210 ksc | 240 ksc | งานโครงสร้างเบา, กำแพงกั้น |
| 240 ksc | 280 ksc | บ้านพักอาศัย 2-3 ชั้น |
| 280 ksc | 320 ksc | อาคารสำนักงาน, โรงงาน |
| 320 ksc | 380 ksc | อาคารสูง, งานพิเศษ เช่น พื้น Post-Tension |
| 350 ksc | 400 ksc | อาคารสูงพิเศษ |
| 400 ksc | 450 ksc | งานโครงสร้างที่รับน้ำหนักมาก |
การเลือกใช้ตามประเภทงาน
การเลือกกำลังอัดคอนกรีตที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะงานและน้ำหนักที่ต้องรับ โดยสามารถแบ่งตามประเภทงานได้ดังนี้
- งานพื้นและทางเดิน : ใช้คอนกรีตทดสอบได้ 180-210 ksc (Cylinder Test) จะเป็นระดับที่เพียงพอ เนื่องจากงานเหล่านี้ส่วนใหญ่รับแรงกดทับจากการเดินและน้ำหนักเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
- ฐานรากบ้านพักอาศัย : ต้องการความแข็งแรงมากกว่า จึงควรใช้คอนกรีตที่ทดสอบได้ 240-280 ksc (Cylinder Test) เพื่อรับน้ำหนักจากโครงสร้างทั้งหลังและกระจายน้ำหนักลงสู่ดินอย่างเหมาะสม
- เสา คาน และโครงสร้างหลัก : ที่ต้องรับน้ำหนักและถ่ายแรงทั้งหมดของอาคาร จำเป็นต้องใช้คอนกรีตที่ทดสอบได้ 280-320 ksc (Cylinder Test) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- อาคารสูงและงานพิเศษ : ที่มีความซับซ้อนและต้องรับแรงต่าง ๆ มากมาย เช่น แรงลม แรงแผ่นดินไหว จำเป็นต้องใช้คอนกรีตที่ทดสอบได้ 350-500 ksc (Cylinder Test) หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับการคำนวณของวิศวกรโครงสร้าง

ปัจจัยที่มีผลต่อกำลังอัดคอนกรีต
ส่วนผสมคอนกรีต
คุณภาพของคอนกรีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังอัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับส่วนผสมและคุณภาพของวัสดุที่เลือกใช้ในการผลิตด้วย โดยเฉพาะสัดส่วนน้ำต่อปูนซีเมนต์ หรือ W/C Ratio ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ตามทฤษฏีเมื่อสัดส่วนระหว่างน้ำต่อปูนซีเมนต์ลดลง จะทำให้คอนกรีตมีกำลังอัดสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนน้ำ เท่ากับว่าลดปริมาณน้ำในส่วนผสมคอนกรีต จะทำให้การทำงานยากขึ้นตามไปด้วย จึงต้องมีความสมดุลกันระหว่างกำลังอัดและความสะดวกในการใช้งาน
นอกจากนี้ คุณภาพของวัสดุมวลรวม ได้แก่ หินและทรายที่ใช้ในการผสม ยังมีความสำคัญไม่แพ้กัน วัสดุเหล่านี้ต้องมีความสะอาด ขนาดที่เหมาะสม และไม่มีสิ่งเจือปน เช่น ดิน โคลน หรือวัสดุอินทรีย์ที่จะลดทอนกำลังอัดของคอนกรีต ในขณะเดียวกัน การใช้สารผสมเพิ่มคุณภาพพิเศษ เช่น สารลดน้ำ สารเร่งการแข็งตัว หรือสารชะลอการแข็งตัวฯ จะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของคอนกรีตให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท
สุดท้าย น้ำที่ใช้ในการผสมคอนกรีตต้องสะอาดและปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น กรด ด่าง หรือเกลือ เนื่องจากสารเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อปฏิกิริยาการแข็งตัวของปูนซีเมนต์และลดทอนกำลังอัดประลัยในระยะยาว
กระบวนการผลิต การขนส่ง การเท และการบ่ม
การผลิตคอนกรีตที่มีคุณภาพต้องมีการควบคุมกระบวนการที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การผสมที่ต้องสม่ำเสมอและใช้เวลาที่เหมาะสม เนื่องจากหากเวลาที่ผสมคอนกรีตไม่เพียงพอ จะทำให้ส่วนผสมไม่เข้ากันอย่างสมบูรณ์และส่งผลต่อกำลังอัดประลัยให้ลดลง ในทางกลับกัน หากผสมนานเกินไป อาจทำให้คอนกรีตเริ่มแข็งตัวในระหว่างการผสม
ต่อจากนั้น การขนส่งคอนกรีตจากโรงงานไปยังหน้างานจำเป็นต้องรักษาคุณภาพไว้ให้ได้ โดยต้องควบคุมเวลาการขนส่ง อุณหภูมิ และการเคลื่อนไหวของรถผสมอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้คอนกรีตแยกตัวหรือแข็งตัวก่อนเวลาอันควร เมื่อถึงขั้นตอนการเทคอนกรีต ต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อที่อาจเป็นจุดอ่อนในโครงสร้าง
ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญแต่หลายคนมักมองข้าม คือ การบ่มคอนกรีต ในระยะนี้ คอนกรีตต้องได้รับความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมในช่วง 28 วันแรก เพื่อให้ปูนซีเมนต์เกิดปฏิกิริยากับน้ำได้อย่างสมบูรณ์ และมีการพัฒนาเพิ่มกำลังอัดประลัยไปจนถึงค่าที่กำหนดไว้
สภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมในการเทและบ่มมีผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพของคอนกรีต โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงเกินไป (ร้อน) จะทำให้คอนกรีตแข็งตัวเร็วเกินไป ส่งผลให้กำลังอัดประลัยลดลง ในทางตรงข้ามกัน อุณหภูมิที่ต่ำเกินไป (เย็น) จะทำให้การแข็งตัวช้า และในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิที่ต่ำมากจนติดลบ อาจเกิดความเสียหายจากน้ำแข็งที่ก่อตัวภายในคอนกรีต
นอกเหนือจากอุณหภูมิแล้ว ความชื้นในอากาศและการป้องกันการสูญเสียน้ำจากคอนกรีตก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากหากคอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป จะทำให้ปฏิกิริยาการแข็งตัวไม่สมบูรณ์ และกำลังอัดประลัยจะไม่ถึงค่าที่กำหนด ดังนั้น การใช้ผ้าปิด กระสอบป่านชุบน้ำปิด สารบ่ม หรือการพ่นน้ำเป็นระยะ จึงเป็นวิธีการที่จำเป็นต้องทำในการรักษาความชื้นไว้
สำหรับระยะเวลาการบ่มคอนกรีตที่เหมาะสม ควรใช้เวลาอย่างน้อย 7 วัน สำหรับการแข็งตัวเบื้องต้น และ 28 วัน สำหรับการแข็งตัวเต็มที่ จึงควรหลีกเลี่ยงการเร่งรื้อแบบ หรือให้น้ำหนักกับโครงสร้างที่เทคอนกรีตเสร็จแล้วก่อนเวลาอันควร เพราะอาจส่งผลเสียต่อกำลังอัดประลัยและความปลอดภัยของโครงสร้างโดยรวม
มองหาคอนกรีตกำลังอัดมาตรฐาน เลือก ORC Premier
การเลือกคอนกรีตที่มีกำลังอัดตรงตามความต้องการเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อความแข็งแรงและความปลอดภัยของโครงสร้าง ORC Premier มีคอนกรีตครบทุกระดับกำลังอัดประลัย รวมถึงคอนกรีตผสมเสร็จในราคาที่คุ้มค่า พร้อมระบบควบคุมคุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐานและทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา
สอบถามราคาคอนกรีตผสมเสร็จได้แล้ววันนี้ เรามีคอนกรีตครบทุกสเปก ตั้งแต่งานทั่วไปจนถึงงานพิเศษ พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาการเลือกใช้และการคำนวณปริมาณ รับประกันคุณภาพและความแม่นยำของกำลังอัด ปรึกษาฟรี ! สอบถามเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางเหล่านี้
Tel: 061-558-5558
LINE: @ORCCONCRETE
Facebook: ORC คอนกรีต
ข้อมูลอ้างอิง
- Compressive Strength of Concrete Cube vs Cylinder. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จาก https://www.civilengineeringforum.me/compressive-strength-of-concrete-cube-vs-cylinder/