- By orcconcrete
- Article
- 0 Comment
คอนกรีตผสมเสร็จมีกี่แบบ เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงานก่อสร้าง ?
Key Takeaways
วิธีเลือกคอนกรีตผสมเสร็จที่เหมาะสม นอกจากพิจารณาเรื่องราคาแล้ว ยังต้องดูประเภทงาน ค่ากำลังอัด วิธีการเท ระยะเวลาขนส่ง และมาตรฐานของโรงงานผลิตให้สอดคล้องกับแบบวิศวกรรม นอกจากนี้ ควรเตรียมแบบหล่อโครงสร้างและพื้นที่เทให้พร้อม หลีกเลี่ยงการเติมน้ำเพิ่มหน้างาน และบ่มคอนกรีตอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยลดปัญหาการแตกร้าว โพรงรังผึ้ง และการเสื่อมสภาพของโครงสร้าง พร้อมเพิ่มความแข็งแรงและอายุการใช้งานของงานก่อสร้าง
Table of Content
|
ปัญหาผนังร้าว พื้นทรุด หรือเนื้อปูนไม่แน่นจนเกิดโพรงรังผึ้ง หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพราะฝีมือของช่างผู้รับเหมาก่อสร้างที่ไม่เชี่ยวชาญเพียงพอ แต่ความจริงแล้วยังมีอีกหนึ่งปัจจัยหลัก คือการใช้คอนกรีตผิดประเภทหรือใช้ค่ากำลังอัดที่ไม่เหมาะกับน้ำหนักโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานก่อสร้างที่มีการผสมคอนกรีตด้วยมือเองที่หน้างาน ซึ่งควบคุมคุณภาพได้ยาก และไม่สม่ำเสมอ
ปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนมาใช้นวัตกรรมคอนกรีตผสมเสร็จกันมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งความรวดเร็วและความสม่ำเสมอของคุณภาพ แต่สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงเจ้าของโครงการจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของคอนกรีต หลักเกณฑ์ในการคัดสรร เพื่อให้งานก่อสร้างแข็งแรง มั่นคง และได้มาตรฐาน
คอนกรีตผสมเสร็จคืออะไร ทำไมจึงเป็นทางเลือกหลักในงานก่อสร้าง ?
คอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-Mixed Concrete) คือคอนกรีตที่ผ่านกระบวนการชั่งตวงส่วนผสม ทั้งหิน ทราย ปูนซีเมนต์ น้ำ และสารเคมีผสมเพิ่ม ด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติที่โรงงานผลิต (Batching Plant) ตามสัดส่วนวิศวกรรมที่แม่นยำ ก่อนลำเลียงใส่รถโม่ปูนเพื่อขนส่งมายังหน้างานก่อสร้างตามเวลาที่กำหนด เหตุผลสำคัญที่ทำให้คอนกรีตประเภทนี้กลายเป็นวัสดุหลักของงานก่อสร้าง ได้แก่
- มาตรฐานเรื่องความแข็งแรง สามารถควบคุมอัตราส่วนของส่วนผสมได้อย่างคงที่ แตกต่างจากการผสมมือหน้างานที่ความชื้นของทรายและปริมาณน้ำอาจคลาดเคลื่อน ส่งผลให้คุณภาพคอนกรีตที่ผสมปูนแต่ละกระบะไม่เท่ากัน
- ประหยัดเวลาและแรงงาน ช่วยลดขั้นตอนการจัดเก็บวัสดุหน้างาน และไม่ต้องเสียเวลาผสมทีละกระบะ เหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็วและงานโครงสร้างขนาดใหญ่
- ลดมลภาวะหน้างาน ช่วยลดฝุ่นละอองจากการกองเก็บหิน ทราย และผงซีเมนต์ บริเวณพื้นที่ก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คอนกรีตผสมเสร็จมีกี่แบบ และควรเลือกใช้ให้เหมาะกับโครงสร้างอย่างไร ?
ประเภทของคอนกรีตผสมเสร็จ สามารถพิจารณาจากลักษณะของงานก่อสร้างและกำลังอัด (Compressive Strength-KSC) ได้ดังนี้
- คอนกรีตงานโครงสร้างทั่วไป เหมาะสำหรับงานอาคารพักอาศัย เสา คาน และโครงสร้างรับน้ำหนักทั่วไป ค่ากำลังอัดมักอยู่ที่ 240-320 ksc เพื่อให้รองรับแรงดึงและแรงกดของตัวอาคารได้อย่างปลอดภัย
- คอนกรีตสำหรับงานเทพื้นปูนและถนน ออกแบบมาเพื่อรับแรงกดและแรงขัดสีของยานพาหนะ เช่น พื้นโรงงาน ลานจอดรถ ถนนคอนกรีต โดยทั่วไปเลือกใช้ค่ากำลังอัด 280-380 ksc ขึ้นอยู่กับค่าน้ำหนักบรรทุกที่ออกแบบไว้
- คอนกรีตชนิดพิเศษ เช่น คอนกรีตกันซึมสำหรับงานสระว่ายน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือคอนกรีตไหลเข้าแบบง่าย (Self-Consolidating Concrete) เหมาะกับพื้นที่ที่มีเหล็กเสริมแน่นหนา ช่วยลดการเกิดโพรงหลังการเท

วิธีเลือกคอนกรีตผสมเสร็จ ให้ได้คุณภาพ ถูกหลักวิศวกรรม
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนก่อสร้าง การเรียนรู้วิธีเลือกคอนกรีตอย่างเหมาะสม ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยป้องกันความเสียหายเชิงโครงสร้างในอนาคต โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้
พิจารณาค่ากำลังอัด (Strength/KSC)
หัวใจสำคัญในการเลือกคอนกรีตผสมเสร็จ คือการตรวจสอบค่ากำลังอัดที่ระบุในแบบก่อสร้างก่อนสั่งซื้อ โดยต้องดูว่าแบบกำหนดผลทดสอบเป็น Cube หรือ Cylinder เพราะค่าที่ระบุทั้งสองรูปแบบไม่เท่ากันและไม่ควรนำมาเทียบกันโดยตรง
อีกทั้งหากเป็นงานโครงสร้าง ควรให้วิศวกรเป็นผู้กำหนดค่ากำลังอัดที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำหนักบรรทุกและมาตรฐานการออกแบบ
ระยะเวลาการขนส่งและการคายน้ำ
คอนกรีตผสมเสร็จต้องขนส่งจากโรงงานมายังหน้างานภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่เกินจากระยะที่กำหนดไว้ เพื่อให้ยังคงคุณสมบัติสำหรับการเทและการทำงานตามที่ออกแบบไว้ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสูตรคอนกรีต สภาพอากาศ สภาพการจราจร และสารผสมเพิ่ม
ดังนั้น การเลือกโรงงานผลิตคอนกรีตที่สามารถจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และวางแผนเที่ยวรถขนส่งได้เหมาะสมจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะงานที่ต้องเทคอนกรีตต่อเนื่องในปริมาณมาก
ระดับความยุบตัว (Slump Test)
Slump Test เป็นการตรวจสอบความสามารถในการทำงานหรือความข้นเหลวของคอนกรีต โดยควรเลือกให้เหมาะกับวิธีการเท หากเป็นงานที่ใช้ปั๊มคอนกรีต ต้องใช้ค่ายุบตัวสูงกว่าการเทด้วย Bucket เทปูนหรือรถโม่โดยตรง
นอกจากนี้ ไม่ควรแก้ปัญหาคอนกรีตข้นหรือแข็งเกินไปด้วยการเติมน้ำเอง เพราะอาจทำให้อัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานเปลี่ยนและส่งผลโดยตรงทำให้กำลังของคอนกรีตต่ำลง และเกิดผลเสียต่อโครงสร้างนั้น
ความน่าเชื่อถือของโรงงานผลิต
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีระบบควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ การชั่งตวงส่วนผสม และการตรวจสอบคุณสมบัติคอนกรีตอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของงาน
นอกจากคุณภาพของคอนกรีตแล้ว ควรพิจารณาความพร้อมด้านการจัดส่ง จำนวนรถโม่ และความสามารถในการรองรับปริมาณงาน เพื่อป้องกันปัญหาการเทคอนกรีตหยุดชะงักกลางคัน
ข้อควรระวังในการรับและเทคอนกรีตผสมเสร็จหน้างาน
แม้จะเลือกคอนกรีตที่มีคุณภาพดีจากโรงงานแล้ว แต่ขั้นตอนการทำงานหน้าไซต์งานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ข้อควรรู้และควรระวังมีดังนี้
- ห้ามเติมน้ำเพิ่มหน้างานเด็ดขาด เนื่องจากการเติมน้ำเพื่อให้ปูนเหลวเทง่าย จะทำให้ค่ากำลังอัดลดลงอย่างมาก ส่งผลให้คุณภาพคอนกรีตลดลงและเสี่ยงต่อการแตกร้าว
- เตรียมพื้นที่และแบบหล่อให้พร้อม ตรวจสอบความแข็งแรงของแบบหล่อและการค้ำยันก่อนรถโม่ปูนมาถึง เพื่อให้สามารถเทได้ต่อเนื่องและป้องกันแบบแตกขณะเท
- บ่มคอนกรีตอย่างถูกวิธี โดยหลังเทคอนกรีตเสร็จ ต้องทำการบ่มน้ำหรือใช้น้ำยาบ่มคอนกรีตตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้คอนกรีตพัฒนากำลังอัดได้สูงสุดและลดการแตกร้าวจากการสูญเสียน้ำในคอนกรีตเร็วเกินไป
การเลือกวัสดุสำหรับงานก่อสร้างอย่างคอนกรีต โดยเฉพาะที่ใช้ในงานเทพื้นปูนหรือโครงสร้างอาคาร จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล เพื่อความแข็งแรงทนทาน ความปลอดภัย รวมถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
หากคุณกำลังมองหาบริษัทจัดส่งคอนกรีตผสมเสร็จที่ได้มาตรฐาน พร้อมบริการให้เช่ารถโม่ปูนที่ครอบคลุมทุกขนาดพื้นที่การทำงาน ที่ ORC Premier เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านบริการคอนกรีตผสมเสร็จ ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพวัตถุดิบและส่วนผสมระดับวิศวกรรม ให้ทุกคิวของคอนกรีตเปี่ยมด้วยมาตรฐานความมั่นคง ปลอดภัย พร้อมการจัดส่งที่ตรงเวลา ควบคุมคุณภาพตั้งแต่ออกจากโรงงานจนถึงหน้างานของท่าน
ยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างให้มั่นใจในทุกตารางเมตร เลือกดูบริการและขอใบเสนอราคาคอนกรีตผสมเสร็จได้ที่
Tel: 061-558-5558
LINE OA: @ORCCONCRETE
Facebook: ORC คอนกรีต
ข้อมูลอ้างอิง
- What is Ready Mixed Concrete (RMC)?. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 จาก https://theconstructor.org/concrete/ready-mixed-concrete-types-advantages/6712/#goog_rewarded
- Designed-ready-mixed concrete. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 จาก https://www.concrete.org.uk/fingertips/designed-ready-mixed-concrete/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเลือกคอนกรีตผสมเสร็จ (FAQs)
A : คอนกรีตผสมเสร็จมีระยะเวลาการใช้งานจำกัด โดยทั่วไป 2 ชั่วโมง 30 นาที (นับจากเวลาผสม) เนื่องจากปฏิกิริยาการก่อตัวของปูนซีเมนต์จะเริ่มขึ้นทันทีหลังจากผสมกับน้ำ ซึ่งต้องเทคอนกรีตภายในระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด ซึ่งอาจแตกต่างกันตามสูตรคอนกรีต สภาพอากาศ และสารผสมเพิ่ม การวางแผนขนส่งและการเตรียมหน้างานให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คอนกรีตยังคงคุณสมบัติที่เหมาะสมตามที่ออกแบบสำหรับการก่อสร้าง
A : ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะค่ากำลังอัดของคอนกรีตควรสอดคล้องกับการออกแบบโครงสร้างและน้ำหนักบรรทุกของอาคาร การเลือกค่ากำลังอัดสูงเกินความจำเป็นอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ควรยึดตามแบบและคำแนะนำของวิศวกร เพื่อให้ได้ทั้งความแข็งแรง ความปลอดภัย และความคุ้มค่า
A : ก่อนเริ่มเทคอนกรีต ควรตรวจสอบใบส่งสินค้าให้ตรงกับรายการที่สั่ง เช่น ประเภทคอนกรีต ค่ากำลังอัด ปริมาณ และเวลาออกจากโรงงาน รวมถึงสังเกตลักษณะของเนื้อคอนกรีตว่ามีความสม่ำเสมอหรือไม่ ค่ายุบตัวเป็นไปตามสูตรผลิตที่ระบุมาในใบส่งสินค้าหรือไม่ การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้มั่นใจได้ว่าคอนกรีตที่ใช้ตรงตามข้อกำหนดของงาน
A : สภาพอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลสำคัญต่อคุณสมบัติของคอนกรีตโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่อาจทำให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็ว หรือช่วงฝนตกที่อาจกระทบต่อคุณภาพของผิวงาน ดังนั้น ก่อนเทคอนกรีตควรวางแผนช่วงเวลาให้เหมาะสม และปรึกษาผู้ผลิตเพื่อเลือกสูตรคอนกรีตหรือสารผสมเพิ่มที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของหน้างาน
A : ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพที่ดี จะช่วยให้คอนกรีตมีคุณสมบัติสม่ำเสมอ ทั้งด้านกำลังอัด ความสามารถในการทำงาน และการจัดส่งที่ตรงเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้งานก่อสร้างดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงของปัญหาโครงสร้าง และเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพของอาคาร